วรรณคดีการละคร

All posts in the วรรณคดีการละคร category

วรรณคดีการละคร

Published มีนาคม 5, 2012 by มาริสา โพธิ์เงิน

รายงาน

  วรรณคดีการละคร

 

นางสาวมาริสา                    โพธิ์เงิน                 เลขที่  15

นางสาวณัฐฑิตา                  เทศนธรรม           เลขที่  13

นางสาวชนิดา                      บัวขันธ์                 เลขที่  19

นายทศวรรษ                        น้อยตาแสง           เลขที่  2

นางสาวณัฐรัตน์                  ดวงหนูใจ             เลขที่  17

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5/4

 

เสนอ

อาจารย์เนตรนภา       รัตนะ

รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาวรรณคดีการละคร  (ท30206)

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

ภาคเรียนที่ 2    ปีการศึกษา 2555

โรงเรียนมัธยมวานรนิวาส

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต   23

คำนำ

 

รายงานเล่มนี้จัดขึ้นเพื่อนำเสนอการค้นคว้าในหัวข้อเรื่องวรรณคดีการละครคณะผู้จัดทำรายงานได้ศึกษาค้นคว้าจากห้องสมุดและอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาที่ครอบคลุมและหลากหลายยิ่งขึ้น

ด้วยความตั้งใจจริงในการนำเสนอรายงานฉบับนี้เพื่อได้รับประโยชน์โดยทั่วไป  หากรายงานนี้มีข้อผิดพลาดประการใดคณะผู้จัดทำก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

คณะผู้จัดทำ

๒๔/๒/๒๕๕๕

สารบัญ

หน้า

คำนำ

สารบัญ

ความหมายของวรรณคดี

ประเภทของวรรณคดี

วิวัฒนาการของวรรณคดีไทย

ความสำคัญของการเรียนวรรณคดีไทย

การแบ่งสมัยของวรรณคดี

องค์ประกอบและรูปแบบของวรรณคดี

ประวัติการละครของไทย

ประเภทละครไทย

ความเปลี่ยนแปลงของละครไทย

นาฏกรรม

นาฏศิลป์

เนื้อหาของวรรณคดีไทย

ดอกส้มสีทอง

เรื่องย่อบางตอนของดอกส้มสีทอง

วิจารณ์  ละครเรื่อง “ดอกส้มสีทอง”

อ้างอิง

ความหมายของวรรณคดี

 วรรณคดี 

เป็นคำที่บัญญัติขึ้นเพื่อใช้แทนคำ Literature ในภาษาอังกฤษ  ปรากฏครั้งแรกในพระราชกฤษฎีกา  จัดตั้งเป็นวรรณคดีสโมสร  เมื่อวันที่ ๒๓  กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๗  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

คำ  วรรณคดี  ประกอบขึ้นจากคำ วรรณ  ซึ่งเป็นคำมาจากภาษาสันสกฤต  แปลว่า  หนังสือ  ส่วนคำ คดี  เป็นคำเดียวกับ  คติ  ซึ่งเป็นคำบาลีและสันสกฤต  แปลว่า  เรื่อง  ตามรูปศัพท์  วรรณคดี  แปลว่า  เรื่องที่แต่งเป็นหนังสือ  แต่หมายเฉพาะหนังสือที่แต่งดี

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้คำจำกัดความของวรรณคดีว่า หนังสือที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี

หนังสือที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี  หรือที่เป็น วรรณคดี  มีผู้ให้คำจำกัดความไว้ต่าง ๆ กัน เช่น

-          พระราชกฤษฎีการจัดตั้งวรรณคดีสโมสร  กล่าวว่า

                                                ๑) เป็นหนังสือดี  กล่าวคือ  เป็นเรื่องที่สมควรซึ่งสาธารณชนจะอ่านได้โดยไม่เสียประโยชน์ คือ ไม่เป็นเรื่องทุภาษิต หรือเป็นเรื่องที่ชักจูงความคิดผู้อ่านไปในทางอันไม่เป็นแก่นสาร ซึ่งจะชวนให้คิด วุ่นวายทางการเมือง อันเกิดเป็นเรื่องรำคาญแก่รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (เพราะคนรู้น้อยอาจจะ  ไขว้เขวได้)

๒) เป็นหนังสือแต่งดี ใช้วิธีเรียบเรียงอย่างใด ๆ ก็ตามแต่ต้องให้เป็นภาษาไทยอันดี   ถูกต้องตามเยี่ยงที่ใช้ในโบราณกาลหรือปัจจุบันก็ได้  ไม่ใช้ภาษาซึ่งเลียนภาษาต่างประเทศหรือใช้วิธีผูกประโยคประธานตามภาษาต่างประเทศ (เช่น  ใช้ว่า  ไปจับรถไฟ  แทน  ขึ้นรถไฟ  และ  มาสาย  แทน  มาช้า หรือ  มาล่า  ดังนี้เป็นตัวอย่าง)

-          พระยาอนุมานราชธน (เสถียรโกเศศ)  ให้ความหมายว่า วรรณคดี  คือ    ความรู้สึกนึกคิดของกวี  ซึ่งถอดออกมาจากจิตใจให้ปรากฏเป็นรูปหนังสือและมีถ้อยคำเหมาะเจาะ   เพราะพริ้งเร้าใจให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังเกิดความรู้สึก

-          พระวรเวทย์พิสิฐ  มีความเห็นว่า  วรรณคดี   คือ   หนังสือที่มีลักษณะเรียบเรียงถ้อยคำเกลี้ยงเกลา  เพราะ พริ้ง   มีรสปลุกมโนคติ (imagination) ให้เพลิดเพลิน  เกิดกระทบกระเทือนอารมณ์ต่าง ๆ เป็นไปตามอารมณ์ของผู้ประพันธ์

-          วิทย์  ศิวะศริยานนท์   กล่าวว่า บทประพันธ์ที่เป็นวรรณคดี  คือ  บทประพันธ์ที่มุ่งให้ความเพลิดเพลิน  ให้เกิดความรู้สึกนึกคิด(imagination) และอารมณ์ต่าง ๆ ตามผู้เขียน  นอกจากนี้บทประพันธ์ที่เป็นวรรณคดีจะต้องมีรูปศิลปะ (form)

 เท่าที่กล่าวมาแล้วพอสรุปได้ว่า  วรรณคดี  คือ  เรื่องที่มีลักษณะดังนี้

๑)      ใช้ถ้อยคำสำนวนโวหารไพเราะสละสลวย

๒)     ก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ

๓)      ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น

๔)     ใช้เป็นแบบแผนในการแต่งได้

  ประเภทของวรรณคดี

พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งวรรณคดีสโมสร  ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  กำหนดประเภทของ   วรรณคดีและพิจารณาหนังสือที่เป็นยอดของวรรณคดีแต่ละประเภทไว้ ดังนี้

๑.      กวีนิพนธ์  คือ  เรื่องที่แต่งเป็น  โคลง  ฉันท์  กาพย์  กลอน  ร่าย

๒.      ละครไทย  คือ  เรื่องที่แต่งเป็นกลอนแปด  มีกำหนดหน้าพาทย์

๓.      นิทาน  คือ  เรื่องราวอันผูกขึ้นและแต่งเป็นร้อยแก้ว

๔.      ละครพูด  คือ  เรื่องราวที่เขียนเพื่อใช้แสดงบนเวที

๕.      อธิบาย (essay  หรือ pamphlet)  คือ  การแสดงด้วยศิลปวิทยา หรือกิจการอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช้ตำราหรือแบบเรียน หรือความเรียงเรื่องโบราณ  มีพงศาวดาร  เป็นต้น

 หนังสือที่เป็นยอดแห่งวรรณคดีไทย

กวีนิพนธ์ 

๑.      ลิลิตพระลอ                         เป็นยอดของ         ลิลิต

๒.      สมุทรโฆษคำฉันท์             เป็นยอดของ         คำฉันท์

๓.      เทศน์มหาชาติ                     เป็นยอดของ         กลอนกาพย์ (ร่ายยาว)

๔.      เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นยอดของ         กลอนสุภาพ

ละครไทย  บทละครเรื่องอิเหนา  พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒  เป็นยอดของ   บทละครรำ

ละครพูด  บทละครพูดเรื่องหัวใจนักรบ  พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖  เป็นยอดของ  บทละครพูดนิทาน  เรื่องสามก๊ก  ของเจ้าพระยาพระคลัง(หน)  เป็นยอดของ  ความเรียงนิทาน

อธิบาย เรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕  เป็นยอดของความเรียงอธิบาย

 

 การแบ่งประเภทวรรณคดีตามเกณฑ์ต่าง ๆ

๑.      แบ่งตามความมุ่งหมาย  แยกได้  ๒  ประเภท คือ

๑.๑  สารคดี   คือ    หนังสือที่มุ่งให้ความรู้แก่ผู้อ่านเป็นสำคัญ   แต่ในขณะเดียวกัน          ก็ใช้กลวิธีการเขียนให้เกิดความบันเทิงเป็นผลพลอยได้ไปด้วย

๑.๒  บันเทิงคดี  คือ  หนังสือที่มุ่งให้ความสนุกเพลิดเพลินแก่ผู้อ่านมากกว่าความรู้                         แต่อย่างไรก็ดี บันเทิงคดีย่อมมีเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญแทรกอยู่ด้วยใน                       รูปของคติชีวิตและเกร็ดความรู้

๒.      แบ่งตามลักษณะที่แต่ง  แยกได้  ๒  ประเภท คือ

๒.๑  ร้อยแก้ว   หมายถึง   ความเรียงที่ใช้ภาษาพูดธรรมดา   แต่มีรูปแบบ            โดยเฉพาะและมีความไพเราะเหมาะเจาะด้วยเสียงและความหมาย

๒.๒  ร้อยกรอง  หมายถึง  ข้อความที่เรียบเรียงตามกำหนดของคณะและสัมผัส                 บังคับของแต่ละชนิด คณะ ได้แก่  จำนวนคำและจำนวนวรรคในแต่ละ                  บท  ลักษณะบังคับ  ได้แก่  กำหนดสัมผัส  กำหนดคำเอก  คำโท หรือ                                  กำหนดครุ  ลหุ  ร้อยกรอง  อาจเรียกว่า  คำประพันธ์  กาพย์กลอน  หรือ                              กวีนิพนธ์ ก็ได้  ร้อยกรองแต่งเป็น กลอน  โคลง  ร่าย  กาพย์ และฉันท์

๓.      แบ่งตามลักษณะการจดบันทึก   แยกได้  ๒  ประเภท คือ

๓.๑  วรรณคดีลายลักษณ์อักษร ได้แก่  วรรณคดีที่บันทึกไว้เป็นหนังสือ  อาจเป็น              ตัวจารึกตัวเขียน หรือตัวพิมพ์ก็ได้

๓.๒  วรรณคดีที่ไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่  วรรณคดีที่บอกเล่า จดจำ                                           สืบต่อกันมา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  วรรณคดีมุขปาฐะ  เช่น  เพลงพื้นเมือง                                                 บทเห่กล่อม  นิทานพื้นบ้าน  ปริศนาคำทาย

วิวัฒนาการของวรรณคดีไทย

            วิวัฒนาการของวรรณคดีไทย คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงของวรรณคดีไทยจากสภาพแรกเริ่มไปสู่สภาวะที่เจริญงอกงามขึ้น  ในด้านรูปลักษณ์ต่าง ๆ เช่น ด้านผู้แต่ง  ด้านคำประพันธ์  ด้านวัตถุประสงค์  และด้านที่มาของเนื้อเรื่อง  วิธีที่จะเห็นวิวัฒนาการของวรรณคดีไทยนั้นจะต้องศึกษาประวัติความเป็นมาของวรรณคดีเป็นสมัย ๆ โดยเริ่มตั้งแต่สมัยสุโขทัย  กรุงศรีอยุธยา  กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์  เรียงตามลำดับกันไป

นับแต่สมัยสุโขทัยมาจนถึงรัชกาลที่ ๓  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  วรรณคดีไทย  มีลักษณะเป็นแบบฉบับที่ ยึดถือสืบต่อกันมาในรัชกาลที่ ๔  คนไทยเริ่มมีความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตก คตินิยมอันเป็นวิถีชีวิต รวมถึงลักษณะของวรรณคดีของคนไทย เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงและทวีมากขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ จนถึงปัจจุบัน

ลักษณะความแตกต่างระหว่างวรรณคดีไทยดั้งเดิมและวรรณคดีไทยปัจจุบันที่สำคัญ  มีดังนี้

๑.      อิทธิพล  เดิมวรรณคดีไทยได้รับอิทธิพลจากอินเดีย และประเทศแถบตะวันออกบางประเทศ เช่น จีนลังกา ชวา(อินโดนีเซีย)  เปอร์เซีย(อิหร่าน)  มอญ  ปัจจุบัน ได้รับอิทธิพลจากประเทศยุโรป

๒.      ลักษณะคำประพันธ์  เดิมนิยมร้อยกรองขนาดยาวมากกว่าร้อยแก้ว ใช้ร้อยกรองทุกชนิด และ เคร่งครัดในฉันทลักษณ์  ปัจจุบันนิยมร้อยแก้วมากกว่าร้อยกรอง  เลือกใช้ร้อยกรองเฉพาะ  กลอน  กาพย์  และโคลง  มีการดัดแปลงร้อยกรองให้มีรูปลักษณะผิดแผกไปจากเดิมและไม่เคร่งครัดในฉันทลักษณ์

๓.      รูปแบบ  เดิมนิยมแต่งเป็นนิทาน   นิยาย   พงศาวดาร   ตำนาน   ตำรา   คำสอน  กฎหมาย  นิราศจดหมายเหตุ  ละครรำ  บทพากย์โขน  บทสดุดี  ปัจจุบัน  นิยมแต่งเป็นนวนิยาย  เรื่องสั้น  สารคดี  บทความ  ปาฐกถา  บันทึก  อนุทิน บทละครพูด  บทละครวิทยุ  บทละครโทรทัศน์  บทภาพยนตร์

๔.      แนวคิด  เดิมแทรกคตินิยมแบบอุดมคติโดยมีแบบโรแมนติก และสัญลักษณ์ปนอยู่ด้วย ปัจจุบัน  เน้นสัจนิยม  สังคมนิยม  โดยมีสัญลักษณ์นิยมปนอยู่ด้วย

๕.      เนื้อเรื่อง  เดิม มักเป็นเรื่องไกลตัว  จำกัดวงและมีลักษณะเชิงจินตนาการ  เช่น  เรื่องศาสนา   จักร ๆวงศ์ ๆ เทพเจ้า กษัตริย์  ยักษ์  อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์  ปัจจุบัน  เปลี่ยนเป็นเรื่องใกล้ตัว  อยู่ในวงกว้าง และมีลักษณะเชิงวิเคราะห์ วิจารณ์  เช่น  เรื่องชีวิตประจำวันของคนทั่วไป  ปัญหาสังคม  เศรษฐกิจ  การเมือง  ตามที่เป็นจริง

๖.      ธรรมเนียมนิยม  เดิม มีโครงสร้างที่เป็นแบบแผน นิยมเลียนแบบครู  เช่น  ขึ้นต้นบทประณาม  ชมบ้านชมเมือง  ชมการแต่งกาย  ชมไม้   ชมนก  ชมเนื้อ  ชมกระบวนทัพ   ปัจจุบัน  ไม่มีโครงสร้างที่เป็นแบบแผน ตายตัว  ผู้แต่งมีอิสระที่จะคิดแบบอย่างของตนเอง

๗.     ความมุ่งหมาย เดิม มุ่งให้คุณค่าทางอารมณ์  และสร้างศรัทธามากกว่าปัญญา  ปัจจุบัน  เน้นคุณค่าทางความคิดและปัญญาในการวิเคราะห์วิจารณ์เป็นสำคัญ

๘.      การดำเนินเรื่อง  เดิม เน้นศิลปะการใช้ภาษาและรสวรรณคดีมากกว่าองค์ประกอบของเรื่อง  เช่น  โครงเรื่อง แนวคิด  ความสมจริง  ปัจจุบัน ให้ความสำคัญขององค์ประกอบของเรื่อง  เช่น เช่น  โครงเรื่อง  แนวคิด   ความสมจริงมากกว่าศิลปะการใช้ภาษาและรสวรรณคดี

๙.      ผู้แต่ง เดิม ผู้แต่งจำกัดเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน เจ้านาย ขุนนาง  นักปราชญ์ราชกวี  ปัจจุบัน  ผู้แต่งส่วนมากเป็นประชาชนทั่วไป

๑๐.  ผู้อุปถัมภ์  เดิม พระเจ้าแผ่นดินและเจ้านายเป็นผู้ชุบเลี้ยงกวีที่สร้างสรรค์วรรณคดี  ปัจจุบัน ผู้เขียนมีรายได้จากการขายงานประพันธ์ของตน

โวหารในกวีนิพนธ์

                โวหารในกวีนิพนธ์ที่นิยมกันมาแต่โบราณ  มี  ๔  โวหาร  คือ

๑.      เสาวรจนี  เป็นกระบวนชมความงามหรือพรรณนาเกียรติคุณ

๒.      นารีปราโมทย์  เป็นการเกี้ยวพาราสี

๓.      พิโรธวาทัง  เป็นการแสดงความไม่พอใจ  เช่น  ประชดประชัน  ตัดพ้อต่อว่า  ข่มขู่และดุด่า  โกรธ

๔.      สัลลาปังคพิสัย  เป็นการแสดงความโศกเศร้า  คร่ำครวญ  และความอาลัย

ความสำคัญของการเรียนวรรณคดีไทย

กำเนิดวรรณคดี

            วิทย์  ศิวศริยานนท์  กล่าวว่า  วรรณคดีเป็นสิ่งที่มีอยู่ในสันดานของมนุษย์ตลอดเวลา  เช่นเดียวกับศิลปะอื่น ๆ มนุษย์มีศิลปะทุกยุคทุกสมัย  และศิลปะไม่ใช่การเล่นฆ่าเวลา  วรรณคดีเกิดขึ้นได้เสมอในสภาวการณ์ต่าง ๆ และอาจจะมีมูลเหตุมาจากอารมณ์เพศ  ศาสนา  การเล่น  หรืองานก็ได้  ขึ้นอยู่กับทัศนะของแต่ละบุคคล หรือแต่ละความเชื่อ

            พิชิต  อัคนิจ  กล่าวว่า  ตำนานกำเนิดวรรณคดีของชาติต่าง ๆ อาทิ ตำนานกรีก  ตำนานสันสกฤต  ตำนานจีน เป็นต้นเค้าของทฤษฎีการกำเนิดวรรณคดีในสมัยปัจจุบัน  เพราะมูลเหตุที่ทำให้เกิดวรรณคดีตามหลักวิชาการสมัยใหม่ที่นำมากล่าวไว้ต่อไปนี้  ก็ล้วนมีสาระอิงตำนานที่กล่าวไว้แล้วแทบทั้งสิ้น  คือ

๑.      เกิดจากการนับถือวีรชน  เช่น  เรื่องรามายณะ  มหาภารตะ  ลิลิตยวนพ่าย  ลิลิตตะเลงพ่าย  เป็นต้น

๒.      เกิดจากความเชื่อทางศาสนา  ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ  ศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและเป็นสิ่งบันดาลใจให้เกิดวรรณคดีได้  เช่น  เรื่องมหาชาติคำหลวง  ไตรภูมิพระร่วง  ปฐมสมโพธิกถา  และอื่น ๆ

๓.      เกิดจากอารมณ์  อารมณ์ที่เกิดเอง  ไม่คล้อยตามผู้อื่น  เช่น  อารมณ์รัก  โกรธ  โศก  เป็นมูลเหตุให้เกิดวรรณคดีไทย  เช่น  เรื่องมัทนะพาธา  กามนิต  อติรูป  และอื่น ๆ

๔.      เกิดจากความกลัวภัย  โดยเฉพาะภัยธรรมชาติ

๕.      เกิดจากการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม  การไปมาหาสู่ระหว่างสังคมต่าง ๆ ก็มีส่วนทำให้เกิดวรรณคดีด้วย  เช่น  นิราศลอนดอน  นิราศกวางตุ้ง  และอื่น ๆ

ความสำคัญของการเรียนประวัติวรรณคดี

เนื่องจากวรรณคดีส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจที่ผู้แต่งมีต่อสภาพและเหตุการณ์แวดล้อมในยุคสมัยของผู้แต่ง  เช่น มีความชื่นชมในวีรกรรม  ความสามารถหรือบุญบารมีของบุคคลสำคัญก็แต่งเรื่องประเภทสดุดี  ถ้ามีความเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาก็แต่งเรื่องธรรมะและชาดก  ถึงแม้วรรณคดีที่เกิดจากความสะเทือนใจส่วนตัวของ  ผู้แต่งเอง  ผู้แต่งก็มักสร้างเนื้อหาและฉากของเรื่องขึ้นจากสิ่งที่ผู้แต่งประสบพบเห็นเป็นส่วนมาก  นอกจากรูปแบบ คำประพันธ์  ประเภท  และสาระสำคัญของเรื่องมักเป็นไปตามคตินิยมของสังคมในสมัยที่แต่ง เพราะฉะนั้นการอ่านวรรณคดีให้ได้คุณค่าที่แท้จริง  จำเป็นต้องเรียน   วรรณคดีในเชิงประวัติ หรือประวัติวรรณคดีประกอบด้วย  การเรียนประวัติวรรณคดี พิจารณาถึงประเด็นสำคัญของวรรณคดีในด้านต่าง ๆ ดังนี้

๑.      ผู้แต่ง  รวมถึงชีวประวัติและผลงาน

๒.      ที่มาของเรื่อง  ได้แก่  เรื่องที่เป็นต้นเค้า  อาจเป็นเรื่องหรือเหตุการณ์ภายในประเทศ หรือที่ได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศ

๓.      ความมุ่งหมายในการแต่ง ได้แก่ แรงบันดาลใจหรือความมุ่งหมายของผู้แต่งในการแต่งวรรณคดีนั้น ๆ

๔.      วิวัฒนาการและความสัมพันธ์ต่อเนื่องระหว่างวรรณคดีแต่ละสมัย

๕.      สภาพสังคมในสมัยที่แต่ง  ซึ่งได้แก่  วัฒนธรรม  สภาพสังคม  และเหตุการณ์ของบ้านเมืองในระยะเวลาที่แต่ง

๖.      อิทธิพลที่วรรณคดีมีต่อสังคมทั้งในสมัยที่แต่งและในสมัยต่อมา

 

ดังนั้น  การศึกษาประวัติวรรณคดี  ทำให้ทราบที่มาของวรรณคดีแต่ละเรื่องว่าเกิดขึ้นอย่างไร  มีแรงบันดาลใจอะไร  แต่งในสมัยใด  ใครเป็นผู้แต่ง  อิทธิพลของเหตุการณ์บ้านเมืองที่มีต่อวรรณคดี  และอิทธิพลของ  วรรณคดีที่มีต่อสังคมไทยในแต่ละยุคสมัย

 

ประโยชน์ของการเรียนประวัติวรรณคดี

เนื่องจากการเรียนประวัติวรรณคดีมีลักษณะเป็นการเรียนรู้ที่มา  และสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไปของวรรณคดี  การเรียนประวัติวรรณคดีจึงให้ประโยชน์หลายประการ  ดังนี้

๑.      ช่วยเพิ่มความเข้าใจและความซาบซึ้งในคุณค่าของวรรณคดี

๒.     ได้ความรู้เกี่ยวกับภาษาและลักษณะอักขรวิธีสมัยต่าง ๆ

๓.      ได้ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับต่างประเทศสมัยต่าง ๆ

๔.      ได้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม  สภาพสังคม และเหตุการณ์บ้านเมือง  ควบคู่กันไปกับวิวัฒนาการของวรรณคดีในสมัยต่าง ๆ

 การแบ่งสมัยของวรรณคดี

 

การแบ่งสมัยของวรรณคดี

วรรณคดีไทย  เริ่มมีขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีของไทย  มาจนกรุงรัตนโกสินทร์  วรรณคดีมิได้เกิดขึ้นทุกรัชกาล  เพราะฉะนั้นสมัยของวรรณคดีไทยอาจเรียกตามพระนามของพระมหากษัตริย์ที่มีวรรณคดีเกิดขึ้นก็ได้ แต่ในที่นี้จะแบ่งโดยอิงตามลำดับเวลาตามประวัติศาสตร์ของชาติไทยเป็นหลัก ได้ดังต่อไปนี้

๑.      วรรณคดีสมัยสุโขทัย  วรรณคดีสมัยสุโขทัย  เริ่มตั้งแต่รัชกาลของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช   ที่มีการประดิษฐ์ลายสือไทยขึ้น ใน พ.ศ. ๑๘๒๖  จนถึงรัชกาลของพระมหาธรรมราชาที่ ๔ สุโขทัยตกอยู่ใต้อำนาจ        กรุงศรีอยุธยา ในพ.ศ. ๑๙๒๑

๒.      วรรณคดีสมัยอยุธยา ในสมัยนี้แบ่งเป็นยุคย่อยได้อีก  ๓  สมัย  คือ

๒.๑  สมัยอยุธยาตอนต้น  เริ่มตั้งแต่การสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  ในสมัยสมเด็จพระรามา-ธิบดีที่ ๑(อู่ทอง) ประมาณปี พ.ศ. ๑๘๙๓ ถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ใน พ.ศ. ๒๑๙๘

๒.๒  สมัยอยุธยาตอนกลาง เริ่มตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมจนถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

๒.๓  สมัยอยุธยาตอนปลาย  เริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ประมาณ พ.ศ. ๒๒๗๕ จนกระทั่งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ. ๒๓๑๐

๓.      วรรณดคีสมัยกรุงธนบุรี  เกิดขึ้นในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๑๐ – พ.ศ. ๒๓๒๕

๔.  วรรณคดีสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  แบ่งออกตามพัฒนาการของวรรณคดี ได้  ๒  ระยะ  คือ

๔.๑  สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น  เริ่มตั้งแต่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ใน พ.ศ. ๒๓๒๕ จนกระทั่งปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ใน พ.ศ. ๒๓๖๗

๔.๒  สมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง  เริ่มในระหว่างรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  คือระหว่าง พ.ศ. ๒๓๖๗ – พ.ศ. ๒๔๗๕

๔.๓  สมัยรัตนโกสินทร์ปัจจุบัน (หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง) เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลง   การปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช  มาเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย ในพ.ศ. ๒๔๗๕  ถึงปัจจุบัน

 

องค์ประกอบและรูปแบบของวรรณคดี

๒.๑ องค์ประกอบของวรรณคดี

ท่านผู้รู้หลายท่านได้ให้ความหมายของวรรณคดีไว้ต่างๆ กัน แต่ พอสรุปได้ว่า

“วรรณคดี” หมายถึง บทประพันธ์ซึงมีลักษณะเด่นในเชิงประพันธ์ก่อให้เกิด

ความรู้สึกนึกคิดแก่มนุษย์ทางด้านอารมณ์ และความรู้สึกมากกว่าข้อเท็จจริงและที่สำคัญต้อง

มีองค์ประกอบ ดังนี้

๑ ใช้ภาษาดี มีลักษณะเรียบเรียงถ้อยคำที่เกลี้ยงเกลามีความไพเราะ ประณีต

ใช้คำตรงความหมาย

๒ มีรูปแบบ เช่น เป็นโครง กลอน ฉันท์ฯ จะเป็นรูปแบบใดต้องถูกต้องตาม

ฉันทลักษณ์ของรูปแบบนั้นๆ หากเป็นร้อยแก้วก็ต้องเป็นร้อยแก้วที่ดี

๓ มีศิลปะลึกซึ้งในการแสดงออก ทำให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจอาจแสดงออกด้วย

สำนวนโวหารต่างๆ ผู้แต่งมักไม่ใช้ถ้อยคำพื้นๆ เช่น ถ้าต้องการพูดว่า เขาตายเสียแล้ว ก็อาจ

จะกล่าวว่า เขาเดินทางมาถึงจุดจบแห่งชีวิต หรือพระเจ้ามารับสัญญาณของเขาได้แล้ว เป็นต้น

๔ เนื้อเรื่องน่าสนใจ สร้างความสนุกเพลิดเพลินและมีคติธรรม วรรณคดีเก่าแก

ที่พึ่งได้รับการย่อย่องมักจะเป็นเรื่องที่คนทุกยุคทุกสมัยสนใจเหมือนกัน เช่น เรื่องความรัก

ความเสียสละ การต่อสู้และคุณงามความดีที่น่ายกย่องสรรเสริญ

๒.๒ รูปแบบของวรรณคดี

รูปแบบของวรรณคดี อาจแบ่งแยกไว้ได้ ๓ ลักษณะ

๑ แบ่งตามลักษณะคำประพันธ์

๑ ๑ ร้อยแก้ว วรรณคดีที่แต่งด้วยร้อยแก้วส่วนมากมีลักษณะเหมือนๆ กัน

๑ ๒ ร้อยกรอง วรรณคดีประเภทร้อยกรองมีกลวิธีในการแต่งและราย

ละเอียดต่าง กัน

๒ แบ่งตามวัตถุประสงค์

๒ ๑ วรรณคดีบริสุทธิ์ คือ วรรณคดีที่มุ่งให้ผู้อ่านเกิดความเพลิดเพลิน

กวีแต่งขึ้นด้วยความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ แล้วแสดงออกเป็นคำ

ประพันธ์อย่างไพเราะ เช่น ลิลิตพระลอ พระอภัยมณี เป็นต้น

ประวัติการละครของไทย

 

การละครไทยมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นศิลปะ และวัฒนธรรมไทย เป็นสัญลักษณ์อันแลเห็นได้ว่าเป็นไทย แม้ว่าการแสดงนั้นๆจะได้รับแบบแผนหรืออิทธิพลในทางวัฒนธรรมมาจากชาติอื่นก็ตาม แต่ได้ดัดแปลงปรับปรุงจนเป็นรูปลักษณะของไทยแล้วก็ถือว่าเป็นไทย

  1. สมัยน่านเจ้า การศึกษาเรื่องการละคร และนาฏศิลป์ไทยในสมัยนี้ พบว่า ไทยมีนิยายเรื่องหนึ่ง คือ เรื่อง “มโนห์รา” ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ในประเทศจีนตอนใต้ในอาณาจักรน่านเจ้าเดิมนั่นเอง นิยายเรื่องนั้น คือ “นามาโนห์รา (Namanora) เป็นนิยายของพวกไต พวกไตคือไทยเรานี่เอง แต่เป็นพวกที่ไม่อพยพลงมาจากดินแดนเดิม เรื่องนามาโนห์รานี้จะนำมาเล่นเป็นละครหรือไม่นั้นยังไม่มีหลักฐานปรากฎเด่นชัด ส่วนการละเล่นของไทยน่านเจ้านั้นมีพวกระบำอยู่แล้ว คือ ระบำหมวก และระบำนกยูง
  2. สมัยสุโขทัย สมัยนี้ไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการละครนัก เป็นสมัยที่เริ่มมีความสัมพันธ์กับชาติที่นิยมอารยธรรมของอินเดีย เช่น พม่า มอญ ขอม และละว้า ไทยได้รู้จักเลือกเฟ้นศิลปวัฒนธรรมที่ดีของชาติที่สมาคมด้วย แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ชาติไทยแต่โบราณจะไม่รู้จักการละครฟ้อนรำมาก่อน เรามีการแสดงประเภทระบำรำเต้นมาแต่สมัยดึกดำบรรพ์แล้ว เมื่อไทยได้รับวัฒนธรรมด้านการละครของอินเดียเข้า ศิลปะแห่งการละเล่นพื้นเมืองของไทย คือ รำ และระบำ ก็ได้วิวัฒนาการขึ้น มีการกำหนดแบบแผนแห่งศิลปะการแสดงทั้ง 3 ชนิดไว้เป็นที่แน่นอน และบัญญัติคำเรียกศิลปะแห่งการแสดงดังกล่าวแล้วขั้นต้นว่า “โขน ละคร ฟ้อนรำ” ส่วนเรื่องละครแก้บนกับละครยก อาจมีสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยนั้นแล้วเช่นกัน
  3. สมัยกรุงศรีอยุธยาละครไทยเริ่มจัดระเบียบแบบแผนให้รัดกุมยิ่งขึ้น มีการตั้งชื่อละครที่เคยเล่นกันอยู่ให้เป็นไปตามหลักวิชานาฏศิลปขึ้น มีการแสดงเกิดขึ้นในสมัยนี้หลายอย่าง เช่น ละครชาตรี ละครนอก ละครใน โขน การแสดงบางอย่างก็รับวัฒนธรรมเพื่อนบ้าน และวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาผสมได้ ละครไทยเริ่มจัดระเบียบแบบแผนให้รัดกุมยิ่งขึ้น มีการตั้งชื่อละครที่เคยเล่นกันอยู่ให้เป็นไปตามหลักวิชานาฏศิลปขึ้น มีการแสดงเกิดขึ้นในสมัยนี้หลายอย่าง เช่น ละครชาตรี ละครนอก ละครใน โขน การแสดงบางอย่างก็รับวัฒนธรรมเพื่อนบ้าน และวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาผสมได้

สมัยกรุงธนบุรี สมัยนี้เป็นช่วงต่อเนื่องหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ. 2310 เหล่าศิลปินได้กระจัดกระจายไปในที่ต่างๆ เพราะผลจากสงคราม บางส่วนก็เสียชีวิต บางส่วนก็ถูกกวาดต้อนไปอยู่พม่า ครั้นพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ปราบดาภิเษกในปีชวด พ.ศ. 2311 แล้ว ทรงส่งเสริมฟื้นฟูการละครขึ้นใหม่ และรวบรวมศิลปินตลอดทั้งบทละครเก่าๆที่

กระจัดกระจายไปให้เข้ามาอยู่รวมกัน ตลอดทั้งพระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นอีก 5 ตอน คือ ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานริน ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกลด (เผารูปเทวดา) ตอนพระลักษณ์ถูกหอกกบิลพัท ตอนปล่อยม้าอุปการ มีคณะละครหลวง และเอกชนเกิดขึ้นหลายโรง เช่น ละครหลวงวิชิตณรงค์ ละครไทยหมื่นเสนาะภูบาล หมื่นโวหารภิรมย์ นอกจากละครไทยแล้วยังมีละครเขมรของหลวงพิพิธวาทีอีกด้วย

5.สมัยกรุงรัตนโกสินทร์การละครต่างๆ ล้วนได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์สืบเนื่องต่อกันมาเป็นลำดับตั้งแต่ การละครต่างๆ ล้วนได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์สืบเนื่องต่อกันมาเป็นลำดับ

ประเภทละครไทย

 

ละครไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. ละครรำ คือละครที่ใช้ศิลปะการร่ายรำในการดำเนินเรื่อง แบ่งได้เป็น 2 ประเภท

1.1 ละครรำแบบมาตรฐานดั้งเดิม มี 3 ชนิด คือ

- ละครชาตรี

- ละครนอก

- ละครใน

1.2 ละครที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ มี 3 ชนิด คือ

- ละครดึกดำบรรพ์

- ละครพันทาง

- ละครเสภา

2. ละครร้อง คือละครที่ใช้ศิลปะการร้องดำเนินเรื่อง เป็นละครแบบใหม่ที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

2.1 ละครร้องล้วน ๆ

2.2 ละครร้องสลับพูด

3. ละครพูด คือละครที่ใช้ศิลปะการพูดในการดำเนินเรื่อง เป็นละครแบบใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

3.1 ละครพูดล้วน ๆ

3.2 ละครพูดสลับรำ

4. ละครสังคีต เป็นละครที่ใช้ศิลปะการพูดและการร้องดำเนินเรื่องเสมอกัน

นอกจากนั้นยังมีการแสดงที่เกิดขึ้นใหม่ในสมัย รัชกาลที่ 5 อีก 2 อย่างคือ ลิเก และหุ่น ( หุ่นเล็ก , หุ่นกระบอก , หุ่นละครเล็ก)

ความเปลี่ยนแปลงของละครไทย

 

ละครไทยมีประวัติความเป็นมาแต่ละสมัย ดังนี้

1) สมัยน่านเจ้า ในสมัยนี้พบว่ามีนิยายเรื่องหนึ่งคือ “ มโนห์รา ” ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ในประเทศจีนตอนใต้ในอาณาจักรน่านเจ้าเดิมนั่นเอง

2) สมัยสุโขทัย เป็นสมัยที่ริเริ่มมีความสัมพันธ์กับชาติที่นิยมอารยธรรมของอินเดีย เช่น พม่า มอญ ขอม และละว้า ไทยได้รู้จักเลือกเฟ้นศิลปวัฒนธรรมที่ดีของชาติที่สมาคมด้วย ไทยได้รับ วัฒนธรรมด้านการละครของอินเดียเข้ามาพัฒนาและกำหนดแบบแผนศิลปะการแสดงเป็นของไทย เรียกการแสดงนี้ว่า “ โขน ละคร ฟ้อนรำ ”

3) สมัยอยุธยา การละครของไทยมีแบบแผนมากขึ้น มีการแสดงที่เกิดขึ้นในสมัยนี้ หลายอย่าง เช่น ละครชาตรี ละครนอก ละครใน และโขน

4) สมัยธนบุรี เป็นช่วงหลังกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงส่งเสริมฟื้นฟูการละครขึ้นใหม่ รวบรวมศิลปินตลอดจนบทละครเก่า ๆ ที่กระจัดกระจายไปเข้ามาอยู่รวมกัน และทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นอีก 5 ตอน คือ หนุมานเกี้ยวนางวานริน ท้าวมาลีวราชว่าความ ทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด ( เผารูปเทวดา ) พระลักษณ์ถูกหอกกบิลพัท และปล่อยม้าอุปการ ในสมัยนี้มี คณะละครหลวงและเอกชนเกิดขึ้นหลายโรง

5) สมัยรัตนโกสินทร์ การละครไทยได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์ตามลำดับดังนี้

สมัยรัชกาลที่ 1 มีการรวบรวมตำราฟ้อนรำไว้เป็นหลักฐานสำคัญ มีบทละครที่ปรากฏตามหลักฐาน 4 เรื่อง คือ อุณรุท รามเกียรติ์ ดาหลัง และอิเหนา

สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นสมัยที่วรรณคดีรุ่งเรืองมากที่สุด เป็นยุคทองแห่งศิลปะการละคร มีนักปราชญ์ราชกวี 3 ท่าน คือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี และสุนทรภู่ มีบทละครในและละครนอกเกิดขึ้นหลายเรื่อง คือ บทละครใน เรื่อง อิเหนาและรามเกียรติ์ บทละครนอก เรื่อง ไกรทอง คาวี ไชยเชษฐ์ สังข์ทอง และมณีพิชัย

สมัยรัชกาลที่ 3 ทรงให้ยกเลิกละครหลวง ทำให้เกิดละครของเจ้านายและขุนนางหลายคณะ หลายโรง มีบทละครเกิดขึ้นมากมาย

สมัยรัชกาลที่ 4 ทรงฟื้นฟูละครหลวงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

สมัยรัชกาลที่ 5 การละครเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการละครตะวันตกได้เริ่มเข้ามาในประเทศไทย ทำให้เกิดละครประเภทต่าง ๆ เช่น ละครพันทาง ละครดึกดำบรรพ์ ละครร้อง ละครพูด และ ลิเก

สมัยรัชกาลที่ 6 เป็นสมัยที่การละครได้เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด นับได้ว่าเป็นยุคทองแห่งศิลปะการแสดงละครยุคที่ 2 พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งกรมมหรสพขึ้น และทรง พระราชนิพนธ์บท โขน ละคร ฟ้อนรำ ไว้เป็นจำนวนมาก

สมัยรัชกาลที่ 7 มีละครแนวใหม่เกิดขึ้นคือละครเพลงหรือเป็นที่รู้จักกันว่า ละครจันทโรภาส ตลอดทั้งมีละครหลวงวิจิตรวาทการเกิดขึ้น

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 การแสดง ละครได้แสดงกันอย่างแพร่หลาย เพราะเหตุว่าภาพยนตร์ฉายไม่ได้ ละครอาชีพจึงเกิดขึ้นมากมายเรียกว่า “ ละครย่อย ” ส่วนใหญ่จะแสดงประเภทตลก ๆ พอหลังสงครามละครย่อยก็หายไป ต่อมาก็มีละครแบบใหม่เกิดขึ้นอีก คือ ละครวิทยุ ละครเวที และละครโทรทัศน์ ซึ่งได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน

นาฏกรรม 

นาฏกรรม   หมายถึง งานเกี่ยวกับการทำ การเต้น การทำท่า หรือการแสดง ที่ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราว และหมายความรวมถึงการแสดงโดยวิธีใบ้ด้วย ลักษณะของงานนาฏกรรมนี้ จะต้องประกอบขึ้นเป็นเรื่องราวด้วย กล่าวคือ ลำพังท่าเต้นท่ารำที่ไม่ได้ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราว เช่น ท่าเต้นในดิสโก้เธค ไม่อาจมีลิขสิทธิ์ได้ แต่ท่า การเต้นโขน เรื่องรามเกียรติ์หรือลิเกนั้น มีลักษณะเป็นเรื่องราว จึงมีลิขสิทธิ์ได้ แม้จะ ไม่ได้มีการบันทึกไว้ก็ตาม

นาฏศิลป์

นาฏศิลป์  หมายถึง ศิลปะการฟ้อนรำ หรือความรู้แบบแผนของการฟ้อนรำ เป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นด้วยความประณีตงดงาม ให้ความบันเทิง อันโน้มน้าวอารมณ์และความรู้สึกของผู้ชมให้คล้อยตาม ศิลปะประเภทนี้ต้องอาศัยการบรรเลงดนตรี และการขับร้องเข้าร่วมด้วย เพื่อส่งเสริมให้เกิดคุณค่ายิ่งขึ้น หรือเรียกว่า ศิลปะของการร้องรำทำเพลง

การศึกษานาฏศิลป์ เป็นการศึกษาวัฒนธรรมแขนงหนึ่ง นาฏศิลป์เป็นส่วนหนึ่งของศิลปะสาขาวิจิตรศิลป์ อันประกอบด้วย จิตรกรรม สถาปัตยกรรม วรรณคดี ดนตรี และนาฏศิลป์

นาฏศิลป์ นอกจากจะแสดงความเป็นอารยะของประเทศแล้ว ยังเป็นเสมือนแหล่งรวมศิลปะและการแสดงหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ในการที่จะสร้างสรรค์ อนุรักษ์ และถ่ายทอดสืบต่อไป

 เนื้อหาของวรรณคดีไทย

วรรณคดีไทยมีประวัติยาวนานมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนรัตนโกสินทร์ รวมๆก็มากกว่า 700 ปี ซึ่งจำแนกได้ตามวัตถุประสงค์

1.วรรณคดีพุทธศาสนา= ไตรภูมิพระร่วง มหาชาติคำหลวง

2.วรรณคดีสุภาษิตคำสอน = กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ สุภาษิตพระร่วง

3.วรรณคดีเกี่ยวกับประเพณีและพิธีกรรม = โองการแช่น้ำ

4.วรรณคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ = ลิลิตตะเลงพ่าย ราชาธิราช สามก๊ก

5.วรรณคดีเพื่อความบันเทิง = รามเกียรติ์ สังข์ทอง อิเหนา

6.วรรณคดีบันทึกความรู้สึกของผู้เดินทาง = นิราศต่างๆ

ดอกส้มสีทอง

          เรยา วงศ์เศวต หญิงสาววัยประมาณ 20 ปี สาวสวยหน้าตาคมเข้ม ผิวคล้ำนวลเนียน หน้าตากระเดียดไปทางแขกมากกว่าไทย เรยาเกลียดการเรียนหนังสือตั้งแต่เล็ก และมักหาข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงไม่ไปโรงเรียนเสมอ จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย เรยาแต่งตัวออกจากบ้านทุกวันในชุดนักศึกษาแต่ไม่เคยไปถึงมหาวิทยาลัยเลย

วันนี้เธอกำลังเข้ารับการสัมภาษณ์โดย สินธร ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบุคคลบริษัทสยามทรานเนชั่นแอร์เวย์ส ซึ่งถือเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งในธุรกิจการบิน เธอมาสมัครเป็นแอร์โฮสเตส อาชีพซึ่งหญิงสาวแทบทุกคนใฝ่ฝัน เพราะเป็นอาชีพที่สะดวกสบาย ได้เดินทางและได้พบปะกับบุคคลต่าง ๆ มากมายจากทั่วทุกมุมโลก เรยาเสี่ยงเข้ามาสมัครทั้ง ๆ ที่เธอยังไม่จบการศึกษาในชั้นปีที่สามเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยความทะเยอทะยานอย่างแรงกล้า ทำให้เธอกล้าโกงอายุตนเองและแม้กระทั่งวุฒิทางการศึกษาด้วย สินธรคือคนที่เรยาใฝ่ฝันว่าจะเป็นผู้ที่บันดาลอนาคตที่งดงามให้กับเธอ เขารู้ในทันทีถึงความต้องการของตนเองและของสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้า อีกอย่างสินธรมีเวลาในการสานสัมพันธ์กับสาวน้อยผู้นี้ไม่มากนัก เนื่องจากเขาต้องรีบกลับบ้านให้ตรงเวลาตามที่ เด่นจันทร์ ชลธี ภรรยาของเขาเป็นผู้กำหนด สินธรจำต้องเกรงกลัวภรรยาอย่างไม่มีทางเลือก เนื่องจากชีวิตความร่ำรวย อำนาจ บารมีต่าง ๆ ที่เขามีได้อย่างทุกวันนี้ ล้วนมาจากอำนาจภรรยาบันดาลให้ทั้งสิ้น

เด่นจันทร์ ชลธี บุตรสาวสวยเพียงคนเดียวของ นายเดช ชลธี คหบดีผู้มั่งคั่งและร่ำรวยอิทธิพลแห่งเมืองชลบุรี นายเดชนั้นทั้งรักและตามใจธิดาคนเดียวเป็นที่สุด เนื่องจากกำพร้ามารดาตั้งแต่ยังเล็ก เด่นจันทร์เจอสินธรเมื่อเธอนั้นไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ สองเดือนต่อมาทั้งคู่ก็เข้าพิธีวิวาห์ยิ่งใหญ่แห่งรอบปี โดยที่เด่นจันทร์เองก็ไม่สนใจจะเรียนต่อให้จบอีกต่อไป รวมทั้งไม่สนใจด้วยว่าเจ้าบ่าวของเธอจะเป็นใครมาจากไหน เธอยืนกรานที่จะแต่งงานกับสินธรอย่างแน่นอน โดยที่นายเดชเองก็ไม่อาจจะคัดค้านได้ และด้วยอำนาจเงินและบารมีล้นฟ้า วงสังคมเมืองไทยต่างสรรเสริญว่าเด่นจันทร์ช่างฉลาดนักในการเลือกเจ้าบ่าว ซึ่งรูปสวยรวยวิชามาเป็นสามี

คฤหาสน์แดงเก่าคลาคล่ำริมคลองภาษีเจริญของ ท่านเจ้าสัวเชงสือเกียง คือสถานที่กำเนิดของเรยา มารดาของเธอคือ นางลำยอง หรือ ด๊วด สาวเชื้อสายมอญ ยายของเรยานั้นคือ นางลำเพา เป็นสาวสวยเชื้อสายมอญแถบปากลัด ลำเพานั้นเป็นหลานของ ยายพุ่ม แม่ครัวไทยเพียงคนเดียวของอาณาจักรจีนแห่งนี้ นางพาลำยองมาฝากให้นางพุ่มเลี้ยงดูเพราะนางกำลังจะแต่งงานใหม่กับ

อาจารย์บุญสม หมอเสน่ห์ชื่อดังแห่งเมืองกาญจน์ ซึ่งเป็นสามีคนที่เท่าไหร่ไม่ทราบได้ นางพุ่มเองก็เบื่อพฤติกรรมของญาติผู้น้องคนนี้เต็มที แต่ก็เต็มใจรับลำยองเอาไว้เลี้ยงดูโดยให้เป็นลูกมือช่วยทำอาหารในครัว

ลำยองเป็นเด็กสาวหน้าตาสะสวย กิริยามารยาทเรียบร้อยสงบเสงี่ยม ไม่ช่างพูดช่างเจรจาเหมือนมารดา ลำยองทำงานรับใช้อยู่ในครัวเป็นปกติ แต่ยามว่างเธอก็ขึ้นไปรับใช้คุณนายต่าง ๆ ของท่านเจ้าสัวบ้าง คุณนายของท่านเจ้าสัวมีทั้งหมด 4 คน คนแรกคือ เม่งฮวย คุณนายใหญ่จากเมืองจีน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลบ่าวไพร่และจัดการบริหารควบคุมดูแลทุกเรื่องในบ้าน เยนหลิง คุณนายที่สอง หลานสาวท่านทูต ผู้มีหน้าตาท่าทางอ่อนหวาน กิริยามารยาทนุ่มนวล แต่ซ่อนความอิจฉาริษยาความดุร้ายไว้อย่างแนบเนียน เหม่เกว่ หรือ โรส คุณนายที่สาม อดีตนางเอกคณะอุปรากรจีน ชอบร้องเพลงร่ายรำเกือบตลอดทั้งวัน เธอเป็นคนโผงผางและตรงไปตรงมา คำแก้ว คุณนายคนสุดท้ายหรือคุณนายที่สี่ของท่านเจ้าสัว เธอเป็นคนใจดีและใจเย็น เรียบร้อย อ่อนโยน พูดจาอ่อนหวานสมดังความเป็นชาวเหนือของเธออย่างแท้จริง

ลำยองมักจะถูกเยนหลิงเรียกให้ไปรับใช้บ่อยที่สุด เนื่องจากเธอมักวางท่าเป็นลูกผู้ลากมากผู้ดีอยู่เสมอ เธอทนไม่ได้กับกิริยามารยาทเลวทรามเหลือจะขัดเกลาของเด็กรับใช้คนเก่า ด้วยท่าทางเรียบร้อย กิริยามารยาทที่นอบน้อม ทำให้เยนหลิงเอ่ยปากขอลำยองไปเป็นเด็กรับใช้ประจำตัว ร้อนถึงนางพุ่มซึ่งรู้อยู่เต็มอกว่าเยนหลิงเป็นคนเช่นไร นางไม่อยากให้หลานสาวไปเป็นเด็กรับใช้ประจำตัวของคุณนายที่สองผู้ร้ายกาจคนนี้เลย นางจึงแกล้งเป็นลมครั้งใหญ่ทำให้ในครัวเกิดความโกลาหล เมื่อขาดแม่ครัวใหญ่และผู้ทำอาหารได้ดีที่สุดในขณะนั้น ก็มีเพียงลำยองคนเดียว ทำให้ลำยองจำต้องกลับมาเป็นลูกมือและผู้ช่วยคนสำคัญในครัวดังเดิม ซึ่งลำยองเองก็ดีใจมากที่ไม่ต้องคอยนั่งตัวลีบต่อหน้าคุณนายเยนหลิงอีกต่อไปแล้ว ด้วยสังขารที่อ้วนพีเกินความจำเป็นของนางพุ่มและโรคภัยไข้เจ็บที่มาพร้อมวัยที่เปลี่ยนไป ทำให้นางเริ่มขี้เกียจออกไปจ่ายตลาด นางจึงมอบหมายหน้าที่นี้ให้เป็นของลำยองแต่เพียงผู้เดียว

ลำยองออกไปจ่ายตลาดทุกวันจนได้พบกับ บังดุล หรือ นายอดุลย์ แขกยามซึ่งทำงานอยู่ที่ตึกของ คุณหลวงเจริญนิติเวช ชาวอังกฤษนายฝรั่งข้าง ๆ คฤหาสน์แดง ลำยองรู้สึกถูกชะตาบังดุลมากเนื่องจากในคฤหาสน์ที่เธออาศัยอยู่มีแต่คนจีน หน้าตาจืดชืด ไม่คมเข้มอย่างบังดุลเลย ส่วนบังดุลเองก็รู้สึกชอบสาวน้อยหน้าตาสะสวย อ่อนหวาน กิริยามารยาทเรียบร้อยคนนี้ตั้งแต่แรกเห็นเลยทีเดียว ทั้งสองต่างพึงพอใจและรักกันในที่สุด และเมื่อความรักสุกงอมเป็นไปตามครรลองธรรมชาติ ฝ่ายหญิงก็ตั้งท้องขึ้น ลำยองเองรู้สึกหวาดกลัวต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะในตึก

แดงท่านเจ้าสัวออกกฎอย่างเคร่งครัด หากรักใคร่ชอบพอกันจะจัดการสู่ขอให้อยู่กินกันตามประเพณีเลย ห้ามลักลอบได้เสียกันอย่างเด็ดขาด บังดุลได้ให้คำมั่นสัญญาอย่างเป็นมั่นเหมาะกับลำยองไม่ให้หวาดกลัว เขาจะมาสู่ขอเธออย่างถูกต้องตามประเพณีอย่างแน่นอน

แต่แล้วดังเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เกิดมีโจรขึ้นขโมยของในตึกนายฝรั่ง บังดุลเข้าทำหน้าที่ของเขาอย่างกล้าหาญจนถูกโจรแทงตาย ลำยองร้องไห้หัวใจแทบแตกสลาย เมื่อไม่สามารถจัดการชีวิตของตนเองได้อีกต่อไป เธอจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษานางพุ่ม นางพุ่มแทบอกแตกตายเมื่อรู้พฤติกรรมของหลานสาว นางใช้เวลาคิดทบทวนอยู่หลายวัน จึงตัดสินใจพาลำยองไปขอความเมตตาจากเยนหลิง เพราะรู้ดีว่านาทีนี้เยนหลิงเป็นคุณนายเพียงคนเดียวที่สามารถช่วยชีวิตลำยอง ได้ เยนหลิงพูดจาดูถูกแดกดันลำยองอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจช่วยลำยอง สองสัปดาห์ต่อจากนั้นไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อท่านเจ้าสัวเชงค้างคืนกับคุณนายเยนหลิงตลอดสองสัปดาห์นั้น วันหนึ่งท่านเจ้าสัวออกปากกับทุกคนกลางโต๊ะอาหารเรื่องการตั้งครรภ์ของลำยอง ให้ทุกคนช่วยดูแลด้วย เม่งฮวยอยากจะคัดค้านที่สุดแต่ก็ไม่กล้า ทุกคนที่คฤหาสน์แดงจึงต้องช่วยกันดูแลลำยองอย่างไม่ปริปากบ่น

วันคืนผ่านไปลำยองคลอดบุตรสาวออกมา หน้าตาน่ารักน่าชังเหมือนบังดุลผู้เป็นพ่ออย่างยิ่ง ด้วยความรักและความสงสารที่ลูกเกิดมากำพร้าพ่อ ลำยองจึงตามใจลูกสาวคนเดียวในทุก ๆ เรื่อง ด้วยความที่เกิดมาหน้าตาเหมือนแขก ทุกคนรวมทั้งมารดาจึงเรียกเธอว่า แขก ซึ่งเรยาเกลียดนักหนา เธอไม่ชอบให้ใครมาล้อกำพืดของตนเอง เด็กน้อยแม้อายุเพียง 5 ขวบแต่ก็มีท่าทางก้าวร้าว ไม่กลัวใคร ทะเยอทะยาน หัวสูงจนหลายต่อหลายครั้งลำยองรู้สึกอ่อนใจในพฤติกรรมของบุตรสาว แต่ด้วยความรักลูกนางจึงปล่อยเลยตามเลย ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับพฤติกรรมแย่ ๆ ของบุตรสาว

เรยามักเรียกแทนตัวเองเสมอว่า ฟ้า ซึ่งเด็กน้อยใฝ่ฝันจะเป็นนางฟ้าที่สูงส่งให้ได้สักวันในอนาคต ทุกคนที่คฤหาสน์แดงมักจะหัวเราะอย่างขบขันเมื่อได้ยินชื่อที่เรียกแทนตัวเองของเธอ บรรดาบุตรสาวและบุตรชายของท่านเจ้าสัว อันประกอบด้วย คุณกองแก้ว และ คุณกรรณิการ์ บุตรสาวของเยนหลิง คุณเกียรติกร บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของโรส ทุกคนรุมกันล้อเรยาอย่างตลกขบขันในความเป็นลูกแขก เรยาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง และตอบโต้บรรดาเจ้านายเล็กอย่างรุนแรงและหยาบคาย หลายครั้งที่ผ่านมาเรยามักรอดตัวเสมอ เพราะเหตุการณ์มักยุติลงก่อนที่จะมีผู้ใหญ่คนใดมาร่วมรับรู้ หากแต่วันนี้โชคไม่เข้าข้างเรยาเหมือนครั้งก่อน ๆ เมื่อเยนหลิงเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี เรยาจึงโดนเฆี่ยนไปหลายที เด็กสาวร้องไห้อย่างเจ็บแค้นและเจ็บปวด ผลจากน้ำตาก็นับว่าคุ้มค่า ในวันนั้นมารดาของเธอเรียกบุตรสาวว่าฟ้าโดยที่ไม่เรียกชื่อแขกอีกเลย

ทุกคนที่คฤหาสน์แดงต่างตกใจเป็นอันมากที่รู้ว่าท่านเจ้าสัวพาคุณนายแหม่ม ซิลเวีย กลับมาด้วย ความอิจฉาริษยา ชิงดีชิงเด่นในหมู่ภรรยากลับมาอีกครั้ง เม่งฮวยเกลียดชังนังอั้งม้อผู้นี้ยิ่งนัก เนื่องจากการแสดงออกในความรักอย่างพร่ำเพรื่อไม่เลือกกาลเทศะ เวลา หรือสถานที่ของซิลเวียตามแบบชาวตะวันตก จึงเป็นที่ขัดลูกตาของเม่งฮวยเป็นอย่างยิ่ง ส่วนเยนหลิงเธอเกลียดแสนเกลียดคุณนายฝรั่งผู้นี้จับใจ เธอจึงคอยหาทางปะทะคารมด้วยวาจาที่เชือดเฉือนอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ แต่วาจาอันดุเด็ดเผ็ดร้อนของเยนหลิงก็ไม่เป็นผลอันใดเลย เมื่ออีกฝ่ายซึ่งมีความรู้ทางภาษาไทยน้อยเต็มทีไม่สามารถเข้าใจความหมายได้ เยนหลิงจึงแทบอกแตกตายอยู่นั่นเอง การทำศัลยกรรมของท่านเจ้าสัวให้ผลดีแต่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น หากแต่ภายในไม่เป็นแต่อย่างใดเลย ท่านยังคงเป็นชายชราอายุ 60 ปีดังเดิม คุณนายแหม่มคนใหม่มักชวนให้ท่านออกไปสังสรรค์ ปาร์ตี้เข้าสังคมหรูหราเป็นประจำทุกค่ำคืน จนสุขภาพร่างกายทรุดโทรมเพราะไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ จนล้มป่วยลงในเวลาต่อมา

เยนหลิงคิดหากลอุบายใหม่ด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ เธอจึงสั่งให้ลำยองเดินทางไปที่กาญจนบุรีอีกครั้ง เพื่อนำอาคมคาถาวิเศษมาทำลายซิลเวีย ลำยองเองเคยเดินทางไปเอาของมาให้เยนหลิงแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปีกลาย และแล้วเหตุการณ์ร้ายต่าง ๆ นานาก็เกิดขึ้นในบ้าน เมื่อคุณนายที่สามกระโดดบ่อน้ำตายอย่างปริศนา คุณนายที่สี่วิกลจริตอย่างน่าสงสาร รวมทั้งเด็กรับใช้อีกหนึ่งคนป่วยตายอย่างน่าเวทนา ลำยองไม่รู้จะปฏิเสธเยนหลิงได้อย่างไร เธอสำนึกในบาปบุญคุณโทษ และคิดว่าตนเองคือต้นเหตุที่ทำให้สามชีวิตนั้นต้องพบจุดจบอย่างน่าอนาถ ในที่สุดลำยองจึงตัดสินใจไปพึ่งใบบุญเก่าของสามี ด้วยการเข้าไปหานายฝรั่งซึ่งเป็นเจ้านายของบังดุลเพื่อขอความช่วยเหลือ เมื่อทราบเรื่องนายฝรั่งจึงจัดการฝากฝังให้ลำยองได้ไปทำงานที่บ้านเพื่อนของเขาในย่านบางกะปิ ซึ่งอยู่ไกลจากคลองภาษีเจริญแห่งนี้ ในวันที่ได้รับมอบหมายให้เดินทางไปกาญจนบุรีจึงเป็นวันเดียวกับที่ลำยองพาเรยาบุตรสาวของเธอจากคฤหาสน์แห่งนี้ไปอย่างไม่หวนกลับมา

เรยาและสินธรมักลอบพบกันและฮันนีมูนตามประเทศต่าง ๆ อยู่เสมอ แต่ครั้งนี้โชคไม่เข้าข้าง เมื่อเพื่อนผู้หวังดีผู้หนึ่งของเด่นจันทร์เห็นเธอและสินธรเข้าที่นิวซีแลนด์ สายทางไกลจากนิวซีแลนด์ถึงกรุงเทพฯ จึงเกิดขึ้น เด่นจันทร์รู้ดีว่าสามีของเธอเจ้าชู้เพียงใด แต่การกระทำครั้งนี้มันหยามเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และทำลายความรู้สึกของเธอมากเหลือเกิน เมื่อกลับจากนิวซีแลนด์สินธรต้องพบกับคำขาดทันที เมื่อเด่นจันทร์ออกคำสั่งให้เขายุติความสัมพันธ์กับนางฟ้าตาหวานคนนี้ และต้องไม่มีเธอในบริษัทสยามทรานเนชั่นแอร์เวย์สอีกต่อไป หากไม่เป็นไปตามนั้นสินธรต้องออกจากชีวิตเด่นจันทร์ทันที

เรยารู้สึกเสียใจแต่ก็เพียงนิดเดียวเมื่อสินธรเป็นฝ่ายเลิกรากับเธอ โดยยื่นทรัพย์สินให้เธอเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งตำแหน่งงานใหม่ในสายการบินอเมริกันชื่อดังแห่งหนึ่ง เธอย้ายออกจากคอนโดมาอยู่บ้านหลังใหม่ พร้อมทั้งรับลำยองมาอยู่ด้วย ลำยองเห็นความเจริญก้าวหน้าของบุตรสาวเพียงวัตถุที่เห็น จึงชื่นชมโสมนัสไปด้วยโดยที่ไม่รู้ว่าความจริงเป็นเช่นไร

ผู้โดยสารชั้นหนึ่งเพียงคนเดียวของสายการบินจากเมืองไทยสู่นิวซีแลนด์ ทำให้หัวใจเรยารู้สึกสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก เธอจึงรีบเช็คดูทันทีว่าเขาเป็นใคร เขาคือ ก้องเกียรติ เจนพานิชย์สกุล บุตรชายคนโตของท่านเจ้าสัวเชงสือเกียงนั่นเอง เธอรีบเข้าไปทำความรู้จักกับเขาทันที การเดินทางรอบโลกอันยาวนานเพื่อเจรจาธุรกิจของเขาในครั้งนี้ค่อนข้างน่าเบื่อ เขาจึงคิดจะแวะมาพักผ่อนกับน้องชายซึ่งเรียนอยู่ที่นิวซีแลนด์ ก่อนจะบินกลับยุโรปเพื่อไปรับ ณฤดี บุตรสาวเอกอัครราชทูตผู้เป็นภรรยาก่อนบินกลับเมืองไทย เรยาสามารถล้วงข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างไม่ยากนัก เป็นที่แน่นอนว่าเขามีเจ้าของแล้ว แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลสำคัญอันใดสำหรับเรยา เธอหมายมั่นปั้นมือไว้แล้วว่า อย่างไรเสียเธอจะทำทุกสิ่งให้คุณชายใหญ่แห่งตระกูลเจ้าสัวผู้นี้ทิ้งหัวใจไว้ที่นิวซีแลนด์ให้จงได้

ก้องเกียรติรู้สึกตัวตื่นขึ้นตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่สาง มีร่างใครคนหนึ่งซึ่งนอนข้าง ๆ โผเข้ากอดอย่างรวดเร็ว ก้องเกียรตินึกโกรธตัวเองนัก ตามกำหนดการเดิมของเขาคือมาเยี่ยมน้องชาย แต่เนื่องจากไม่ได้นัดกับน้องชายจึงคลาดเคลื่อนกัน มีเพียงเสียงข้อความที่อัดไว้ว่าเขาจะไม่อยู่บ้านตลอดทั้งเดือน ทีแรกก้องเกียรติคิดว่าจะกลับไปหาณฤดีและพักผ่อนอยู่กับเธอที่ยุโรปสักพัก และรับเธอกลับกรุงเทพฯ พร้อมกัน แต่แล้วด้วยเสียงรบเร้าและก่อกวนจากนางฟ้าแสนสวยผู้นี้ ก็ทำให้เขาใจอ่อนยอมให้เธอพาเที่ยวเล่นไปรอบ ๆ เมืองอยู่หลายวัน สมดังความตั้งใจของนางฟ้าตาหวานโดยแท้ เพราะความใจอ่อนของเขาอีกครั้ง ก้องเกียรติคิดถึงเรื่องราวในอดีตที่พา เรืองยศ เข้ามาสนิทสนมจนทำให้คำแก้วแม่เลี้ยงสาวของเขาต้องวิกลจริตไปก่อนวัยอันควร เมื่อเห็นภาพความสัมพันธ์อันอุจาดตาในค่ำคืนนั้น ความสัมพันธ์ในคืนนั้นที่เขาเผลอตัวไป ทำให้เรื่องยศเข้าใจผิดตีความเป็นอย่างอื่น จนสุดท้ายต้องจบชีวิตลงท่ามกลางมหาสมุทร เพียงเพราะการไม่ยอมรับความรักที่ผิดรูปแบบแผนปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป และครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งเช่นกันที่ก้องเกียรติรู้สึกว่าชีวิตของตนเองเลว ร้ายลงไปทุกที

เรยายื่นข้อเสนอให้ก้องเกียรติเป็นผู้เลี้ยงดูเธอเช่นเดียวกับที่สินธรเคยกระทำ ก้องเกียรติจำต้องรับภาระข้อนี้อย่างไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ชีวิตสมรสระหว่างเขาและณฤดีไม่เคยมีปัญหาใด ๆ มาแผ้วพาน ทุกอย่างดำเนินมาอย่างราบเรียบและผาสุก ขาดเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นคือลูก ซึ่งเปรียบเสมือนโซ่ทองคล้องใจพ่อแม่ แม้เวลาจะล่วงเลยมานานสักเพียงใดการรอคอยก็ไม่เป็นผลเลย ณฤดีเองก็ร้าวรานใจอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยความเข้มแข็งที่มีภายในใจทำให้เธอไม่แสดงออกมาให้ใครได้เห็นเลย แม้กระทั่งก้องเกียรติก็ตาม

ก้องเกียรติมักค้างคืนกับเรยาบ้างตามแต่โชคชะตาและโอกาสจะอำนวย แต่ส่วนใหญ่เขามักจะอยู่กับณฤดี ซึ่งนั่นทำให้เรยายิ่งคั่งแค้นหนักขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่งลำยองได้รู้ความจริงว่าลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของตนเป็น ภรรยาน้อยบุตรชายท่านเจ้าสัวใหญ่ผู้หนึ่ง เรยาบังคับให้มารดาไปเอาคุณไสยวิเศษจากตาที่กาญจนบุรีมาทำเสน่ห์ให้ก้อง เกียรติหลงใหลตนแต่เพียงผู้เดียว ลำยองร้องไห้หัวใจแทบแตกสลาย บุตรสาวที่หล่อนรักปานแก้วตาดวงใจ ทำไมถึงไม่รู้สึกสำนึกในบาปบุญคุณโทษบ้างเลย คนเดียวที่ลำยองนึกถึงยามเกิดปัญหาคราวนี้ก็มีเพียงนางพุ่มเท่านั้น ที่จะเป็นคู่คิดให้คำปรึกษาและหาทางออกให้แก่ลำยองได้ นางจึงตัดสินใจเดินทางไปยังคฤหาสน์แดงริมคลองภาษีเจริญซึ่งเป็นที่อยู่เก่า ทันที

เวลาเนิ่นนานที่จากที่นี่ไปทำให้ลำยองไม่กล้าเดินเข้าไปอย่างสง่าผ่าเผยเหมือนดังเก่า เธอจึงได้แต่ยืนจด ๆ จ้อง ๆ อยู่ริมคลองนั่นเอง แต่แล้วบุคคลที่เธอไม่อยากเจอที่สุดในชีวิตก็ก้าวเข้ามา เยนหลิงหรือคุณนายที่สองนั่นเอง เยนหลิงบอกเล่าให้ลำยองรับรู้ว่าภายหลังจากการหนีไปของลำยองในครั้งนั้น เธอคั่งแค้นมากจึงแกล้งกุเรื่องว่าลำยองได้ขโมยของมีค่าและหลบหนีออกจากบ้านไป ทำให้นางพุ่มโดนจับเข้าคุกฐานสมรู้ร่วมคิด นางพุ่มโวยวายฟูมฟายอยู่ได้แค่ไม่นานนักก็หัวใจวายสิ้นใจตายทันที เยนหลิงขู่อาฆาตลำยองรวมทั้งจะทำร้ายเรยาอีกด้วย แต่ลำยองไม่ได้ยินเสียงใด ๆ อีกต่อไปแล้ว นางเสียใจมากที่เป็นต้นเหตุการตายของนางพุ่ม ผู้ซึ่งนางรักเคารพและบูชาเป็นที่สุด นางวิ่งร้องไห้ออกจากบ้านไปอย่างเสียสติและถูกรถชนตายในเวลาต่อมาตรงตึกสี นวลที่เธอและบังดุลเคยลักลอบเข้าไปจนเกิดเป็นพยานรักขึ้นนั่นเอง

เมื่อแม่ลำยองด่วนจากไปอย่างไม่คาดคิด ยิ่งไม่มีแม่ยิ่งต้องคิดหนักว่าจะไปต่อไปอย่างไรให้สวย และแล้วคำตอบก็หยุดอยู่ตรงที่การมีลูกให้เขาเชยชม เรยายอมตั้งครรภ์เพื่อที่จะมัดก้องเกียรติไว้กับตัว และแล้วความหวังของเธอก็สัมฤทธิ์ผลเมื่อเธอตั้งครรภ์ เธอจึงตัดสินใจลาออกจากสายการบินให้ก้องเกียรติดูแลเธออย่างเต็มตัว การตั้งครรภ์ครั้งนี้นำความปลาบปลื้มยินดีมาให้ก้องเกียรติยิ่งนัก เขาจึงมาคอยดูแลเอาอกเอาใจพะเน้าพะนอเธอผิดไปจากเมื่อก่อน แต่ยังคงซ่อนความหนักอกหนักใจที่ต้องปิดบังณฤดีและครอบครัวเช่นเดิม และการกลับบ้านในแต่ละครั้งของก้องเกียรติสร้างความโศกาอาดูรแก่เรยาเป็น อย่างมาก จนก้องเกียรติอ่อนใจ สถานที่ ๆ เรยามักจะไปในยามว่างคือสถานเสริมความงามต่าง ๆ เป็นที่รู้กันในร้านว่า คุณฟ้าคือลูกค้ารายใหญ่ต้องเอาอกเอาใจ ห้ามละเลยอย่างเด็ดขาด แม้คุณฟ้าจะเป็นเพียงอนุของบุตรชายท่านเจ้าสัวใหญ่ผู้หนึ่ง และเธอจะภูมิใจกับตำแหน่งนี้จนต้องอวดอ้างไปกระทบหูใครคนหนึ่งซึ่งเป็น เพื่อนสนิทณฤดีก็ตาม

ณฤดีฟังเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยความไม่สบายใจ แต่เธอก็ฉลาดพอที่จะเก็บมันไว้ในใจแต่เพียงผู้เดียว ณฤดียังคงไปเยี่ยมเยียนเม่งฮวยมารดาสามีที่คฤหาสน์แดงตามปกติ ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ผัวจีนและลูกสะใภ้ไทยคู่นี้ดำเนินมาอย่างราบรื่น เม่งฮวยรักและเอ็นดูณฤดีมาก ถึงแม้ว่าเม่งฮวยจะไม่รู้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตครอบครัวบุตรชาย แต่เธอก็ให้คำมั่นว่าจะยอมรับสะใภ้ที่แต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณีเพียงคนเดียวเท่านั้น แม้คำพูดเพียงไม่กี่คำแต่ก็สร้างความสบายใจให้แก่ณฤดีได้ไม่น้อยเลย

บรรยากาศในคฤหาสน์แดงเต็มไปด้วยความโศกเศร้า เมื่อท่านเจ้าสัวประมุขใหญ่ล้มป่วยลงเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากวัยและร่างกายที่อ่อนแอ ประกอบกับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอและความหึงหวงที่ท่านเจ้าสัวมักพบเห็น โดยเฉพาะกับ ไทรรัตน์ บุตรชายนายพลสหายเก่าแก่ผู้หนึ่งของท่าน ซึ่งท่านเจ้าสัวและเม่งฮวยหมายตาจะให้มาเป็นคู่ชีวิตของกรองกาญจน์บุตรสาว กรองกาญจน์นั้นไม่เคยสนใจชายหนุ่มที่บิดามารดาพยายามจัดหาให้เลย ยังคงชอบใช้ชีวิตโสดและวุ่นวายกับการสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเท่านั้น ท่านเจ้าสัวมักเก็บตัวอยู่แต่ในห้องกุหลาบ ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของโรสคุณนายที่สามผู้ล่วงลับไปแล้ว ตามคำแนะนำของนายแพทย์ประจำตัว ผู้ที่สามารถเข้าไปเยี่ยมได้มีเพียงก้องเกียรติเท่านั้น ทุกคนไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งท่านเจ้าสัวเลย ยกเว้นคุณนายแหม่มที่ลอบเข้าไปบ่อย ๆ เพียงคนเดียวเท่านั้น

อาการล้มหมอนนอนเสื่อของท่านเจ้าสัว ทำให้ซิลเวียค่อนข้างเหงามาก เธอเริ่มเบื่อชีวิตเงียบเหงาในคฤหาสน์แดงที่ทุกคนดำรงชีวิตอย่างต่างคนต่างอยู่ ไม่มีใครสนใจกันเลย มีแต่การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันระหว่างภรรยาตลอดเวลา บุคคลเดียวที่ซิลเวียค่อนข้างสนใจเป็นพิเศษคือสตรีร่างบางในชุดขาว คุณนายที่สี่ชาวเหนือที่มักวนเวียนอยู่แถวบ่อร้างหลังคฤหาสน์เป็นประจำสม่ำเสมอ เธอเคยได้ยินหญิงสาวผู้นั้นพึมพำบางอย่างเป็นภาษาอังกฤษบ่อยครั้ง ซิลเวียดีใจเป็นอย่างยิ่งที่มีคนสามารถพูดคุยภาษาเดียวกันกับเธอ หลายต่อหลายครั้งที่เธอพยายามเพียรพูดคุยกับสตรีผู้นั้น แต่คำตอบที่ได้รับคือความว่างเปล่าและความไม่เข้าใจกันอยู่เสมอ

อรุณรุ่งของเช้าวันหนึ่ง ท่านเจ้าสัวตื่นนอนประมาณยามสาม ท่านควานหาร่างคุณนายแหม่มของท่านตามความเคยชินแต่ไม่พบ ด้วยอารมณ์หึงหวงที่เกิดขึ้นเพราะคิดไปเองว่าคุณนายแหม่มแอบลอบลงไปหาคบชู้ อย่างแน่นอน อารมณ์ร้อนรุ่มกลัดกลุ้มที่อยู่ภายในทำให้ท่านนอนไม่หลับ และเริ่มมีอาการแน่นหน้าอกขึ้นมาเป็นระยะ ๆ ประมาณยามสี่ ท่านเจ้าสัวได้ยินสียงเพลงทำนองหวานเศร้าสร้อยดังกังวานขึ้น ท่านผุดลุกนั่ง อนุสติที่มีเหลืออยู่แม้เพียงน้อยนิด แต่ภาพซิลเวียที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกับไทรรัตน์ในบึงน้ำ ยังคงล่องลอยหลอกหลอนอยู่ไม่เสื่อมคลาย ท่านค่อย ๆ โผเผลุกขึ้นเพื่อจะไปจับให้ได้คาหนังคาเขา หากเป็นความจริงจะจับเธอโยนลงบ่อเหมือนดังคนอื่น ๆ ที่เคยประสบมา

เสียงเพลงยังคงดังกังวานตลอดเวลา หากแต่เสียงคนร้องช่างเหมือนเหม่เกว่ หรือคุณนายที่สามผู้ลาลับเสียนี่กระไร ท่านเจ้าสัวก้าวเดินมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงบ่อร้าง ภาพสุดท้ายที่ท่านเห็นคือคุณนายที่สามกำลังร่ายรำอย่างงดงาม ก่อนที่จิตสุดท้ายของท่านจะลาจากโลกนี้ไป คำแก้วตื่นขึ้นมาเพราะเสียงกาเหว่าท้ายสวน เธอเดินเลื่อนลอยออกมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงบ่อนรกนั้น ร่างชายชราที่พาดอยู่ปากบ่อชวนให้นึกถึงวันสูญเสียบิดาในอดีต คำแก้วกรีดร้องอย่างโหยหวน และเป็นลมสิ้นสติอยู่ข้างศพท่านเจ้าสัวนั่นเอง

ทุกคนในคฤหาสน์แดงต่างเศร้าโศกเสียใจต่อการจากไปของท่านเจ้าสัวทุกคน ยกเว้นแต่คุณนายแหม่มเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับใครเขา ไม่มีแม้น้ำตาสักหยดที่จะให้กับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นี้ หล่อนคาดหวังว่าจะได้มรดกก้อนใหญ่เพื่อเปลี่ยนฐานะของตนให้กลายเป็นแม่ม่ายทรงเครื่อง แล้วหล่อนก็จะโบยบินไปสู่สหรัฐอเมริกาดินแดนแห่งอิสระเสรีทันที เยนหลิงพยายามยุยงทุกคนให้เห็นพ้องต้องกันกับหล่อนว่าคำแก้วเป็นคนฆาตกรรม ท่านเจ้าสัว แต่อาการวิกลจริตทางจิตของคำแก้วทำให้ไม่มีใครยอมเชื่อเยนหลิงเลยแม้แต่คนเดียว

ในที่สุดความหวังทั้งหมดของเรยาก็เป็นความจริง เมื่อเธอได้คลอดลูกชายตัวน้อย ๆ เป็นผู้สืบแซ่คนแรกของตระกูลเชงเลยทีเดียว ก้องเกียรติค่อนข้างรักและเห่อลูกชายอยู่มิใช่น้อย ในขณะที่เรยาค่อนข้างเบื่อหน่ายสภาพความเป็นแม่ในดินแดนที่ห่างไกลถึงนิวซีแลนด์นี้เต็มที เธอจ้างแม่บ้านชาวฟิลิปปินส์ไว้คอยเลี้ยงดูบุตรชาย ในขณะที่ตัวเธอเองไม่ทำอะไรเลย เรยามักหงุดหงิดและอาละวาดอยู่เสมอ ทำให้ไม่มีแม่บ้านคนใดอยากมาที่นี่นัก ยกเว้นแต่ต้องการรายได้ที่สูงลิบลิ่วเท่านั้น เรยาเรียกร้องให้ก้องเกียรติหย่าขาดกับณฤดีให้ถูกต้อง แต่ก้องเกียรติยังคงผลัดวันประกันพรุ่งมาโดยตลอด ทำให้เรยาเริ่มเปิดเผยตนเองด้วยการโทรไปยังบ้านก้องเกียรติ โดยมีณฤดีเป็นผู้รับสายหลายต่อหลายครั้ง แล้ววางหูไปเฉย ๆ ความกลัวเริ่มกัดกินใจณฤดีทีละน้อย เธอตัดสินใจไม่รับโทรศัพท์เองอีกเลย ยิ่งนานวันก้องเกียรติเริ่มรู้ตัวดีว่าเขาไม่ได้รักเรยาเลยแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงความหลงใหลชั่ววูบ ทุกสิ่งที่ประกอบกันเป็นเรยาไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่น งดงามควรค่าแก่ความรักที่เขาจะมอบให้ได้เลยแม้แต่น้อย เขาตัดสินใจกลับเมืองไทยเพื่อห่างเธอสักพัก

เรยาร้องห่มร้องไห้ตีโพยตีพายตามปกติเมื่อก้องเกียรติเดินทางกลับเมืองไทยทุกครั้ง แต่เพียงไม่นานนักอารมณ์เหล่านั้นก็เลือนหาย เธอเริ่มกลับมาใช้ชีวิตอย่างเดิม ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อหรูหราอย่างเดิม ตราบใดที่ยังมีเงิน ตราบนั้นเรยาไม่เคยกลัวสิ่งใด เธอเริ่มกลับสู่สังคมไฮโซตามสปอร์ตคลับ ที่นั่นเธอได้พบกับจิตแพทย์หนุ่มรูปงามเศรษฐีชาวเอเชียผู้หนึ่ง ใคร ๆ ต่างเรียกเขาว่า ซี.เค. เรยารู้สึกถูกใจเขาตั้งแต่แรกเห็น เธอจึงพยายามพาตัวเองเข้าไปทำความรู้จักสนิทสนมกับเขา ซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่แสดงทีท่ารังเกียจแต่อย่างใด แม้จะรู้ว่าเธอมีลูกและมีสามีแล้วยิ่งทำให้เรยาลำพองใจยิ่งนัก แต่ซี.เค.ยังคงรักษาระยะห่างระหว่างเขาและเรยาอย่างเหนียวแน่น ทำให้เรยายิ่งรู้สึกถึงความเป็นสุภาพบุรุษของเขายิ่งนัก ความรักและลุ่มหลงในตัวซี.เค.นับวันจะมีมากขึ้นตามลำดับ เธอลืมหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ความเป็นแม่หรือภรรยาที่ดีของก้องเกียรติ

เรยาตัดสินใจนำบุตรชายของตนเองเดินทางกลับเมืองไทยเพื่อยกให้กับณฤดี ในที่สุดความกลัวที่ณฤดีรู้สึกมาโดยตลอดก็บังเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่มีชีวิตอยู่ตรงหน้า เรยาผลักไสทารกน้อยให้เธออย่างไม่แยแส พร้อมท่าทางจากไปราวกับนางพญาก็ไม่ปาน ใครกันแน่ที่เป็นผู้แพ้ชนะในเรื่องนี้ ไม่มีใครให้คำตอบได้ มีเพียงความเย็นเยียบราวพายุฝนซึ่งตั้งเค้าภายในเรือนหอที่เคยอบอวลไปด้วยความรักหลังนั้น

เกียรติกรกลับเมืองไทยโดยที่ไม่เคยบอกกล่าวเรยา คฤหาสน์แดงริมคลองภาษีเจริญที่เขาเคยอาศัยอยู่ยังคงแฝงไว้ด้วยความทรงจำใน อดีตมากมายก่อนการจากไกลของเขา คนไข้คนสำคัญที่สุดของก้องเกียรติกำลังรอคอยการรักษาจากจิตแพทย์ชื่อดังจากนิวซีแลนด์อย่างเขาอยู่ คำแก้วคือคนไข้รายแรกของเขาที่เมืองไทย ที่เขาให้คำมั่นกับก้องเกียรติว่าเธอจะต้องหายเป็นปกติอย่างแน่นอน เรยากลับไปตามหาซี.เค.ของเธอที่บ้านริมน้ำที่นิวซีแลนด์ แต่ที่นั่นเธอต้องพบกับความผิดหวัง เมื่อรู้ว่าเขากลับไปเมืองไทยเสียแล้วและจะไม่กลับมาที่นี่อีก เรยาตัดสินใจตามหาซี.เค.แทบพลิกแผ่นดิน ในที่สุดความหวังของเธอก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อเธอตามเจอที่อยู่ของเขาจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของ เขา

คฤหาสน์แดงริมคลองภาษีเจริญได้มีโอกาสต้อนรับการกลับมาของเรยาอีกครั้ง ซี.เค.ยืนอยู่ที่นั่น หน้ายังคงระบายไปด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ เหมือนทุกครั้งยามมองดูเธอเสมอ ดั่งฟ้าผ่าลงมากลางใจ เมื่อซี.เค.นำเธอกลับสู่อดีตที่เธอไม่เคยคิดจะจดจำอีกครั้งหนึ่ง เขาคือ เกียรติกร เจนพานิชย์สกุล หรือ คุณชายเล็ก แห่งตระกูลเชงนั่นเอง ซี. คือตัวย่อของเชง ส่วนเค. คือเกียรติกร เรยาแทบล้มทั้งยืนเมื่อเกียรติกรยืนยันว่าเขาไม่เคยคิดรักเธอเลยแม้แต่น้อย หากทำไปเพราะแค่ลองใจเท่านั้น เธอยังคงเป็นนางฟ้าที่สวยแต่รูป เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าเธอจะสามารถโตทันเป็นภรรยาน้อยของพี่ชายของเขาเอง เรยาจึงจากคฤหาสน์แดงมาอย่างเจ็บปวดรวดร้าวเป็นที่สุด

เรื่องย่อบางตอนของดอกส้มสีทอง

เรยา วงศ์เศวต หญิงสาววัยประมาณ 20 ปี สาวสวยหน้าตาคมเข้ม ผิวคล้ำนวลเนียน หน้าตากระเดียดไปทางแขกมากกว่าไทย เรยาเกลียดการเรียนหนังสือตั้งแต่เล็ก และมักหาข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงไม่ไปโรงเรียนเสมอ จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย เรยาแต่งตัวออกจากบ้านทุกวันในชุดนักศึกษาแต่ไม่เคยไปถึงมหาวิทยาลัยเลย วันนี้ เธอกำลังเข้ารับการสัมภาษณ์โดย สินธร ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบุคคลบริษัทสยามทรานเนชั่นแอร์เวย์ส ซึ่งถือเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งในธุรกิจการบิน.. เธอมาสมัครเป็นแอร์โฮสเตส อาชีพซึ่งหญิงสาวแทบทุกคนใฝ่ฝัน เพราะเป็นอาชีพที่สะดวกสบาย ได้เดินทางและได้พบปะกับบุคคลต่างๆ มากมายจากทั่วทุกมุมโลก เรยาเสี่ยงเข้ามาสมัครทั้งๆ ที่เธอยังไม่จบการศึกษาในชั้นปีที่สามเลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยความทะเยอทะยานอย่างแรงกล้า ทำให้เธอกล้าโกงอายุตนเองและแม้กระทั่งวุฒิทางการศึกษาด้วย สินธรคือคนที่เรยาใฝ่ฝันว่าจะเป็นผู้ที่บันดาลอนาคตที่งดงามให้กับเธอ เขารู้ในทันทีถึงความต้องการของตนเองและของสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้า อีกอย่างสินธรมีเวลาในการสานสัมพันธ์กับสาวน้อยผู้นี้ไม่มากนัก เนื่องจากเขาต้องรีบกลับบ้านให้ตรงเวลาตามที่ เด่นจันทร์ ชลธี ภรรยาของเขาเป็นผู้กำหนด สินธรจำต้องเกรงกลัวภรรยาอย่างไม่มีทางเลือก เนื่องจากชีวิตความร่ำรวย อำนาจ บารมีต่างๆ ที่เขามีได้อย่างทุกวันนี้ ล้วนมาจากอำนาจภรรยาบันดาลให้ทั้งสิ้น

วิจารณ์  ละครเรื่อง “ดอกส้มสีทอง”
มีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย หลากหลายความคิดเห็น  เมื่อเป็นการแสดงความคิดเห็นยอมมีอัตตา ความรู้สึกนึกคิด เจตคติ รวมถึงมุมมองที่ผู้วิจารณ์เคยพบมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ จึงขาดความเป็นกลาง    โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ความขัดแย้ง  ทางความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย  นำไปสู่ความรุนแรงทางด้านความคิด  ของผู้วิพากษ์วิจารณ์เองทั้ง  2 ฝ่าย  ซึ่งไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม  และเยาวชน  เป็นการทะเลาะกัน  เอาชนะกันทางด้านความคิดเห็นส่วนตัวของคน  2  กลุ่มนั้นเอง

ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่  จะหาข้อสนับสนุน  หาข้อโต้แย้ง  หรือปกป้องความคิดเห็นของเขา  จนลืมประเด็นปัญหาจริงๆ  ของตัวเรื่องที่จะมาพิจารณา  คือ “ละครดอกส้มสีทอง” เขาต้องการสื่ออะไรไปอย่างน่าเสียดาย  ไม่ใช่ว่า  ฉันเห็นด้วย  หรือไม่เห็นด้วย   เลยกลายเป็นเวทีโต้วาที  หรือคู่มวยระหว่างคนที่เห็นด้วยและคนที่ไม่เห็นด้วย  กลับกลายมาเป็นการทะเลาะ

                 1.  ข้อดีของละครเรื่องนี้

  เป็นการสะท้อนปัญหาทางสังคมออกมาอย่างดี เป็นรูปธรรมชัดเจน และทำให้คนตระหนักถึงปัญหาของสังคมผ่านตัวละครมากขึ้น เพราะเรื่องเหล่านี้มีจริงในสังคมไทยครับ  เช่น  เรามองเห็นว่า
     1.1  การกดขี่ทางเพศ ผู้ชายมีภรรยาได้หลายคน ผู้หญิงต้องทนเพราะอะไร ทำไมถึงต้องยอมทน เป็นภรรยาน้อย ทุกสิ่งที่เกิดต้องมีเหตุและปัจจัย  มันน่าคิดนะ
     1.2  การมักมากในกามรมณ์  ทั้งผู้ชายและผู้หญิงขาดการยับยั้งชั่งใจ ไม่มีทักษะการปฏิเสธที่ดี ไม่รู้เท่าทันความเสี่ยงของการใช้ชีวิตคู่ ไม่เคยเตรียมตัวเตรียมใจว่า จะต้องเจอแล้วจะปฏิบัติอย่างไร ขาดการตระหนักการดำเนินชีวิตคู่ ว่าชีวิตคู่ คือ ความเสี่ยงที่ป้องกันได้
      1.3  การขาดความซื่อสัตย์ระหว่างชีวิตคู่ ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เป็นหัวใจของการใช้ชีวิตคู่ หากขาดซึ่งความไว้วางใจแล้วจะเกิดความหวาดระแวงกัน คอยจับผิดกันตลอดเวลา แล้วชีวิตคู่จะมีความสุขได้อย่างไร ครอบครัวจะอบอุ่นได้อย่างไร ปัญหาสังคมย่อมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกิดการหย่าร้าง ไม่ว่าโดยพฤตินัยหรือนิตินัย แม้ว่าจะอยู่ด้วยกันก็ตาม อยู่อย่างชาเย็น เย็นชา เด็กที่อยู่กับสิ่งแวดล้อมแบบนี้เราลองคิดดูซิว่า เกิดปัญหามากครับสภาวะอย่างนี้ ที่พ่อและแม่ไม่พูดไม่จากัน ไม่สื่อสารกัน สื่อสารอย่างไร้คุณภาพ
       1.4  การไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน การไม่เคารพในคุณค่าความเป็นคนของคนด้วยกัน ตัดสินคนด้วยวัตถุ เงินตรา หรือตำแหน่ง ซึ่งสังคมเราทุกวันนี้ก็คงเข้าใกล้จุดนี้ทุกทีครับ คนเราเคารพกันตรงที่เงิน เหมือนเพลงคุณนันทิดาร้องครับ (อำนาจเงิน) ชอบมากครับเวลาร้องไห้พวกผู้หลักผู้ใหญ่ฟังในห้องประชุม มันกระแทกความรู้สึกดี
       1.5  การติดยึดวัตถุ ฟุ้งเพ้อ เงินซื้อได้ ทั้งคนรวยและคนจน มองคนที่ภายนอก มองที่เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ บ้าน ไม่ได้มองคนที่ความดี ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความมีวินัย ซึ่งเกิดกับสังคมปัญญาอ่อน

                2.  ประเด็นด้านลบหรือข้อเสีย

        ทำให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบอันเกิดจากการขาด วุฒิภาวะ  วุฒิภาวะทางจิตใจและวุฒิภาวะทางศีลธรรม  ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูงมากในสังคมบ้านเรา  เพราะโดนครับ ใช่เลย และขณะที่เยาวชนของเรากำลังเสพละครอยู่นั้น เสพแบบขาดสติ ไม่มีผู้ปกครองคอยแนะนำแน่นอนครับ เพราะทั้งผู้ปกครองและเยาวชนก็เสพแบบลืมเนื้อลืมตัวเหมือนกัน อินเข้าไปในบทละครครับ ขณะที่ดูละคร ลืมว่าตัวเองเป็นคนดู(ผู้ชมส่วนใหญ่แต่ไม่ใช่ทั้งหมดครับ) เพราะไม่ได้เห็นความสำคัญและก็ไม่สนใจด้วยครับที่จะแนะนำ      วุฒิภาวะผู้ปกครองและเด็กพอ ๆ กัน     ทำให้เป็น แบบอย่างไม่ดี เพราะง่ายต่อการเลียนแบบ  ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ อันเนื่องจากขาดซึ่งประสบการณ์ เลยอยากลอง ทอดลองตามนิสัยของวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่พร้อมที่จะแสดงทางเพศ หากไม่มีเวที  จัดให้เขาแสดงออก
3.  ประเด็นที่น่าสนใจ
       เราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ผ่านตัวละครและสอนสังคมเราได้อย่างไร ที่จะไม่ให้เกิดคนอย่าง  เรยา   เจ้าสัว   เด่นจันทร์  คุณชายใหญ่  สิน ลำยอง และบรรดาเมียน้อยทั้งหลายซึ่งมีมากมายเหลือเกินครับ แบบเปิดเผยและไม่เปิดเผย
        เราจะมีวิธีการอย่างไร มีกระบวนการ (Process )  อย่างไรที่จะป้องกันไม่ให้เยาวชนของเราเลียนแบบละครเรื่องนี้ ทำอย่างไรเราจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้     ในสังคมไทยให้หมดสิ้นไป
1.  การยับยั้งชังใจ การรู้ทันความรู้สึก โดยสามารถ  อดทนต่อความรู้สึก ซึ่งจะเผลอตัวเผลอกาย จนทำให้เกิดครอบครัวแตกแยก    หย่าร้าง การไม่สามารถควบคุมความต้องการได้ จิตใจอ่อนไหว ไม่มั่นคง ไม่ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง จึงเกิดปัญหาครองครัวแตกแยก แค่พลาดพียงครั้งเดียวก็เกินพอสำหรับการใช้ชีวิตคู่เรื่องความซื่อสัตย์      จนทุกข์ไปตลอดชีวิต หากเราเลือกที่จะมีความสุขเพียงชั่วคราว เราต้องสูญเสียสิ่งที่เราไม่ได้เลือกเช่นกัน
2.  ความไม่รู้เท่าทันตัวกระตุ้น  ไม่ศึกษาความรู้รอบตัว จึงต้องตกเป็นเหยื่อของผู้หญิง เพราะไม่มีความเฉลียวฉลาดในการมองโลก จึงถูกเรยาหลอก   ชีวิตคู่ ชีวิตคู่คือ ความเสี่ยงที่ป้องกันได้ ต้องศึกษาและเตรียมแนวทางป้องกันไว้ครับ
3.  การไม่พาตัวเข้าไปเสี่ยงในสถานที่ไม่เหมาะสมสิ่งที่เป็นความเสี่ยง
4.  ข้อสำคัญ คุณชายใหญ่ เกิดในครอบครัวที่ไม่รู้จักพอในกามรมย์ กดขี่เพศหญิงของพ่อ นิยมความรุนแรง จึงมีบุคลิกแบบเก็บกด (Introvert)
5.  คุณชายใหญ่ไม่เคยตระหนักรู้ว่า ชีวิตคู่คือความเสี่ยง มันไม่ได้ขึ้นอยู่ว่า เรารักกันมากแค่ไหน แต่มันขึ้นอยู่ว่า เราอยู่กันอย่างไร เราพยายามเพียงไรที่จะแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างกัน ที่จะสื่อสารกันให้ดีมีความซื่อสัตย์ ให้เกียรติต่อกันและอุทิศตนต่อกัน  เพราะฉะนั้น ชีวิตคู่ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ คือ
            ไม่ทำหน้าที่แม่ที่เหมาะสมกับความเป็นแม่ (บทบาทความเป็นคนใช้ จึงทำให้ การเลี้ยงลูกมีปัญหา เติบโตแบบไร้ทิศทาง ไม่เป็นตัวอย่าง  ที่ดี ตามใจลูกเกินไปอันเนื่องจากความรู้สึกของคุณลำยองเองว่า ขาดแคลน ไม่สามารถให้สิ่งของแก่ลูกได้ จึงพยายามชดเชยกับสิ่งที่คิดว่าขาดแคลน
( OVERCOMPENSATE )  การที่จะมีใครเป็นสามี ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การที่จะมีลูก โดยตัวเองไม่มีความพร้อมในการเลี้ยงลูกนี้ซิคือ ความผิด ความรับผิดชอบ ความพร้อมจะต้องประกอบด้วย
1.   ฐานะ รวมถึงการมีความรู้ที่จะใช้ชีวิตคู่รวมถึงความสามารถทักษะการเลี้ยงดูลูกอย่างถูกวิธี ไม่ใช้เลี้ยงลูกแบบใช้สัญชาติญาณอย่างเดียว ซึ่งไม่พอครับ ขอบอก
2.  ความรักที่เหมาะสมไม่มากและไม่น้อยไปตั้งอยู่บนทางสายกลาง และทักษะการอบรมลูกเป็น Skill ฝึกได้ หากได้รับคำแนะนำที่ดีพอ ต้องมี Coaching จะปล่อยตามมีตามเกิด หรือเป็นสัญชาติญาณไม่ได้
3.  ความมีวุฒิภาวะของความเป็นแม่  คุณลำยอง คุณแม่ของเรยา  (แม่วัยรุ่นต้นแบบ) ได้เสียกับยาม จึงเกิดปัญหาเด็กหญิง ชื่อ   เรยา จากแม่วัยรุ่น ที่มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ระวัง จึงเกิดปัญหาต่อสังคม ดังเช่นทุกวันนี้
               อันที่จริง  ในสังคมไทยมีคนแบบ  เรยา  เยอะมาก  ลูกที่เกิดจากความไม่พร้อมของพ่อแม่  วัยรุ่น  พอคลอดออกมาก็ขาดการเลี้ยงดูที่เหมาะสม  (เด็กนักเรียนที่มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน)  ดูจากสถิติแต่ละจังหวัดซิครับ  มีมากเหลือเกิน  ฉะนั้น  เรากำลังจะมี  เรยา     เต็มไปหมดในสังคมบ้านเรา  (ผลผลิตของพ่อแม่วัยรุ่น)  กระทรวงพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์จะทำอย่างไร  ที่จะป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น มีแผนระยะสั้น  ระยะกลาง  หรือ  ระยะยาว  เป็น  Policy  แล้วหรือยัง  ที่จะดำเนินการอย่างเร่งด่วน  ได้โปรดคิดเถอะก่อนที่สังคมจะเลวร้ายกว่านี้  อย่าแก้ปัญหาเพียง BAN หนังเลย เสียศักดิ์ศรี ฉาบฉวย ไป
         ทำไมเธอถึงชอบแย้งสามีชาวบ้านเขานัก  เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเธอ  หากดูแบบฉาบฉวย  เธอคงอยากได้เงิน  อยากได้ความสะดวกสบาย  อยากมีรถมีบ้าน (คล้าย ๆ เด็กวัยรุ่นในสังคมเราเลยนะใจแตก) โดยไม่ต้องใช้ความรู้ความสามารถ  อยากรวยเร็ว อยากมีเงินเร็ว  ๆโดยไม่เกี่ยงวิธีได้มา  อันเนื่องจากผลสะท้อนสังคมทุนนิยม  ยกย่องคนมีเงิน  มีวัตถุ  เสมือนเป็นบุคคลสำคัญมามากกว่า ความดี ความซื่อสัตย์
หมายเหตุ
     นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับสถาบันที่ผมสังกัดอยู่หรือองค์กรที่ทำงาน หากผิดพลาดผมขอรับไว้เองไม่เกี่ยวกับครูบาอาจารย์ของพวกเราด้วยค่ะ แค่ขอคิดด้วยคน แชร์ความเห็นและมุมมองค่ะ

อ้างอิง

 

แหล่งข้อมูล :

มาริสา  โพธิ์เงิน. ๒๕๕๕. สกลนคร (ออนไลน์). แหล่งที่มา :http://marisa7sm.wordpress.com/2012/03/05/%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A3/ .๕ มีนาคม ๒๕๕๕

ประพันธ์  เรืองณรงค์และคณะ. กลุ่มสาระภาษาไทย ช่วงชั้นที่ ๔(ม. ๔-๖).  กรุงเทพมหานคร :

ประสานมิตร, ๒๕๔๖.

พิชิต  อัคนิจ. วรรณกรรมไทยสมัยสุโขทัย – กรุงศรีอยุธยา. กรุงเทพมหานคร : โอเดียนสโตร์, ๒๕๓๖.

ฐะปะนีย์  นาครทรรพและคณะ. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน กลุ่มสาระภาษาไทย  ภาษาไทย

ม.๔ เล่ม ๑. กรุงเทพมหานคร : อักษรเจริญทัศน์, ๒๕๔๖.

เสนีย์  วิลาวรรณและคณะ. ประวัติวรรณคดี ๑. กรุงเทพมหานคร : วัฒนาพานิช, ๒๕๔๒.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.